.

Nissan Leaf 2017 ใหม่ พร้อมนวัตกรรมสุดล้ำ e-Pedal



Nissan Leaf 2017 ใหม่ พร้อมนวัตกรรมสุดล้ำ e-Pedal

 
Nissan Leaf นิสสัน ลีฟ ใหม่ โปรโมทต่อเนื่องอวดนวัตกรรมใหม่ e-Pedal ที่รวมแป้นคันเร่งและเบรกไว้ด้วยกัน ! แม้อาจฟังดูล้ำดีเพราะฝีมือนักการตลาด แต่รถไฟฟ้าอย่าง BMW i3, Tesla Model S รวมถึงคู่แข่งอย่าง Chevrolet Bolt มีระบบ One Pedal Driving ใช้มาก่อนแล้วซึ่งอาจต่างกันเล็กน้อย…แล้วแบบนี้จะใหม่จริงหรือไม่

The new Nissan LEAF with e-Pedal: premieres September 6.

 
ต้องยอมใจ Nissan Leaf ที่ทีมการตลาดและประชาสัมพันธ์นั้นขยันเว่อร์ พยายามปูพรมโปรโมทเพื่อแย่งพื้นที่สื่ออย่างต่อเนื่องให้กับรถไฟฟ้าราคามิตรภาพ (ในต่างประเทศ) รุ่นใหม่ก่อนเปิดตัวคันจริงวันที่ 6 กันยายนที่จะถึงนี้ โดยล่าสุดได้เผยนวัตกรรมใหม่ที่จะมีใช้ใน Nissan Leaf คือ e-Pedal ที่รวมแป้นคันเร่งและแป้นเบรกไว้ด้วยกัน แม้จะฟังดูอะเมซิ่งและขัดแย้งกับความเคยชินในรถปัจจุบันเสียเหลือเกินก็ตาม แต่ Nissan Leaf ใหม่ เป็นรถไฟฟ้าคันแรกที่รวมคันเร่งและเบรกไว้ที่เดียวคันแรกจริงหรือ
 
จริง ๆ แล้วก็ไม่เชิงและไม่แปลกหาก Nissan จะเคลมว่า e-Pedal ใน Nissan Leaf ใหม่ นั้นเป็นนวัตกรรมใหม่มีใช้ในรถ EV เป็นครั้งแรกของโลก และก็เป็นสิ่งควรทำมากกว่าที่จะบอกว่า Nissan Leaf มี e-Pedal คล้ายกับ BMW i3, Tesla Model S หรือแม้แต่คู่แข่งตรง ๆ อย่าง Chevrolet Bolt ที่มีระบบ One Pedal Driving (รวมคันเร่งและเบรกในแป้นเดียวสำหรับการขับขี่) ใช้ก่อนแล้วถูกไหม ซึ่งถ้าโปรโมทอย่างนั้นมีหวังทีมการตลาดและประชาสัมพันธ์คงจะโดนโละออกยกทีมก่อนได้เปิดตัว Nissan Leaf แน่นอน
 
One Pedal Driving ในรถไฟฟ้าหรือ e-Pedal ของ Nissan นั้นเป็นเทคโนโลยีใหม่ (จริง ๆ ก็ไม่ถึงกับใหม่เสียทีเดียว) เหตุผลหลักก็เพื่อให้ใช้พลังงานไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดซึ่งทำให้ได้ระยะเดินทางที่ไกลขึ้นสำหรับรถไฟฟ้า โดยเฉพาะเมื่อวิ่งท่ามกลางสภาพการจราจรที่แออัดอย่างเช่นในเมืองหลวง รวมถึงยังให้การขับขี่ที่นุ่มนวลกว่าปกติด้วยการถอนเท้าจากคันเร่งเพื่อเบรกได้ในแป้นเดียว แต่ทั้งใน BMW i3, Tesla Model S รวมถึง Chevrolet Bolt ใหม่ ที่มีระบบ One Pedal Driving นั้น ก็ยังคงมีแป้นเบรกแบบปกติติดตั้งให้ใช้งานด้วยสำหรับหยุดรถให้นิ่งสนิทอยู่กับที่ และเราคาดว่า Nissan Leaf ใหม่ ที่ใช้ e-Pedal ก็คงต้องเป็นอย่างนั้นเช่นกัน ซึ่งเราหมายถึงจะไม่ได้มีแป้นเดียวโดด ๆ เลย เพราะหากสังเกตในคลิปโปรโมท e-Padal นั้นมีปุ่ม e-Pedal อยู่บริเวณเบรกมือและอาจจะต้องกดปุ่มเพื่อให้โหมด e-Pedal ทำงาน นั่นหมายความว่า Nissan Leaf ใหม่ ต้องมีเบรกและคันเร่งแบบปกติด้วยโดยไม่ต้องรีบตื่นเต้นตกใจไปกับนักการตลาดจนเกินไปราวกับว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นบนโลกแม้จะเป็นอย่างนั้นก็ตามแต่ไม่ใช่ทั้งหมดในแง่ของหลักการ
 
สำหรับการทำงานของระบบ One Pedal Driving เช่นของ BMW i3 นั้นจะแบ่งเป็น 3 โหมด คือ เมื่อเหยียบคันเร่ง (Accelerate) ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ก็จะถูกจ่ายให้กับมอเตอร์เพื่อขับเคลื่อนตัวรถตามปกติ เมื่อถอนคันเร่งเล็กน้อยก็จะเข้าสู่โหมดปล่อยไหล (Coast) โดยอาศัยพลังงานจลน์หรือ Kinetic Energy ขณะที่รถกำลังแล่น (เหมือนแรงกระทำที่เกิดขึ้นกับลูกข่างซึ่งหมุนโดยอิสระไม่มีอะไรขับเคลื่อนหลังจากถูกเหวี่ยงออกไปแล้ว) และเมื่อผู้ขับขี่ถอนเท้าออกจากคันเร่งมากขึ้นอีก (Brake energy recuperation) แป้นที่เคยเป็นคันเร่งก็จะทำหน้าที่เป็นเบรกช่วยชะลอรถแทน (แต่ไม่น่าจะใช้เพื่อให้รถหยุดสนิทได้แบบ Nissan Leaf ซึ่งเราเองก็ยังไม่เคยมีโอกาสได้สัมผัส BMW i3 คันจริงเหมือนกัน) โดยระหว่างนี้ก็จะเป็นการชาร์จไฟกลับเข้าแบตเตอรี่ด้วย
 

ส่วน e-Pedal ของ Nissan Leaf ใหม่ ก็จะทำงานในลักษณะคล้าย ๆ กัน คือเมื่อกดปุ่ม e-Pedal (น่าจะมีไว้กดเพื่อเปิด-ปิดการทำงานได้) ก็จะทำให้แป้นคันเร่งและเบรกคือแป้นเดียวกัน เมื่อต้องการเร่งความเร็วก็ใช้เท้าเหยียบเหมือนคันเร่งทั่วไป แต่หากถอนเท้าออกจะเป็นการเบรกซึ่งจะทำให้รถค่อย ๆ วิ่งช้าลง จนเมื่อปล่อยเท้าออกจากแป้นหมายถึงการเบรกเพื่อให้รถหยุดนิ่งค้างไว้ในกรณีจอดติดไฟแดงหรือหยุดบนทางลาดชันรถก็จะไม่สามารถเคลื่อนที่ได้โดยสิ้นเชิง
 

และนี่เองอาจเป็นจุดที่ทำให้ Nissan Leaf ใหม่ มีความแตกต่างจากรถไฟฟ้าคันอื่น ๆ จน Nissan สามารถเคลมได้ว่าเป็นรถไฟฟ้ารุ่นแรกของโลกที่มี e-Pedal ซึ่งสามารถใช้เร่งไปจนถึงเบรกจนรถให้หยุดสนิทและค้างอยู่กับที่ได้เลย โดยทั้งหมดเป็นรายละเอียดการทำงานในเบื้องต้นที่ Nissan ปล่อยออกมาเท่านั้น และค่อนข้างแน่นอนว่าระบบ e-Pedal ก็น่าจะช่วยให้ Nissan Leaf ใหม่ ใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เช่นเดียวกับรถไฟฟ้าคันอื่น ๆ ที่นำหลักการนี้ใช้มาก่อนแล้วเช่นกัน
 
แม้ว่าเทคโนโลยี e-Pedal อาจไม่ใช่แนวคิดใหม่บนโลกใบนี้เสียทีเดียวทั้งหมด แต่ก็ปฏิเสธได้ยากว่า Nissan Leaf ยังคงเป็นรถไฟฟ้าที่น่าจับตาและอนาคตอาจมีจำหน่ายในไทยก็เป็นได้ ส่วนราคานั้นเราอย่าเพิ่งไปหวังว่าจะเป็นมิตรแบบในต่างประเทศเท่าไรนักถึงตอนนี้ภาษีสรรพสามิตสำหรับรถไฟฟ้าจะลดลงเหลือ 2% แล้วก็ตาม




แชร์บอกต่อ:

Add a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *