.

4 ข้อดี 2 ข้อเสียของรถยนต์ไฮบริด



4 ข้อดี 2 ข้อเสียของรถยนต์ไฮบริด

 
รถยนต์ไฮบริด (Hybrid Electric Vehicle) เป็นรถยนต์ที่ใช้พลังงานลูกผสมระหว่างเครื่องยนต์สันดาปภายใน (Internal Combustion Engine) เข้ากับระบบมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งผู้ผลิตสามารถพัฒนาเพื่อเน้นได้ทั้งสมรรถนะและความประหยัดมากกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันล้วนทั่วไป ต่อมาได้มีการพัฒนาให้เป็นระบบไฮบริดแบบเสียบปลั๊ก (Plug-in Hybrid Electric Vehicle) ซึ่งจะมาพร้อมแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้ขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าได้เป็นระยะทางไกลกว่ารถไฮบริดธรรมดา โดยอาศัยแหล่งพลังงานจากการชาร์จไฟเพื่อให้มีปริมาณแบตเตอรี่เพียงพอต่อการใช้งาน
 

ข้อดีของรถยนต์ไฮบริด
 
1. ประหยัดน้ำมันมากกว่าทั้งในเมืองและนอกเมือง
แม้ว่าเครื่องยนต์ดีเซลรุ่นใหม่ๆ จะถูกนำมาใช้กับรถยนต์นั่งมากขึ้น และพัฒนาให้มีอัตราสิ้นเปลืองต่ำลงกว่าแต่ก่อนมาก จนมีตัวเลขเฉลี่ยนอกเมืองใกล้เคียงกับรถไฮบริด แต่การขับขี่ในเมืองถือเป็นคนละเรื่องกัน เพราะรถไฮบริดสามารถสลับไปใช้พลังงานไฟฟ้าได้ในจังหวะออกตัว, ชะลอความเร็ว หรือหยุดนิ่งอยู่กับที่ ทำให้อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยทั้งในเมืองและนอกเมืองของรถไฮบริดไม่แตกต่างกันมาก ขณะที่เครื่องยนต์สันดาปภายในทั่วไปยังคงต้องติดเครื่องอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น เครื่องยนต์ไฮบริดจึงได้เปรียบกว่าเมื่อต้องขับขี่ในเมือง
 
2. สามารถขับขี่ด้วยโหมดไฟฟ้าได้
รถยนต์ไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริด สามารถขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนได้ หากเป็นรถไฮบริดปกติอาจขับขี่ได้เป็นระยะทางประมาณ 1-2 กิโลเมตร ก่อนเครื่องยนต์จะเริ่มติดเพื่อชาร์จประจุไฟ แต่หากเป็นเครื่องยนต์ปลั๊กอินไฮบริดอาจขับขี่ได้เป็นระยะทางถึง 40 กิโลเมตร โดยไม่ต้องใช้น้ำมันเลย (ระยะทางวิ่งจริงขึ้นอยู่กับสภาพจราจรและสภาพอากาศ) จุดเด่นของการขับขี่ด้วยโหมดไฟฟ้าอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความเงียบ ทำให้สามารถขับรถในหมู่บ้านโดยไม่ก่อให้เกิดเสียงรบกวนแก่คนภายนอกได้
 
3. ไม่จำเป็นต้องชาร์จไฟเสมอไป
ข้อนี้ถือว่าเป็นข้อดีที่เหนือกว่ารถไฟฟ้าล้วน (Electric Vehicle) เพราะรถไฮบริดไม่จำเป็นต้องชาร์จไฟทุกครั้งเมื่อแบตเตอรี่ใกล้หมด โดยยังคงความประหยัดใกล้เคียงกับขณะที่แบตเตอรี่เต็ม เนื่องจากรถจะมีการชาร์จไฟให้อยู่กลับมาอยู่ในระดับที่เหมาะสมเสมอ ทำให้สามารถใช้งานโหมดไฮบริดได้เต็มประสิทธิภาพ ขณะที่รถไฟฟ้าล้วน (EV) ต้องหยุดเพื่อหาที่ชาร์จก่อนเดินทางต่อไปเท่านั้น
 
4. ช่วยลดมลพิษในอากาศได้
คนทั่วไปอาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้นัก แต่รถไฮบริดสามารถลดมลพิษที่ปล่อยออกสู่อากาศภายนอกได้ ยกตัวอย่างเช่น Toyota C-HR HV มีอัตราการปล่อย CO2 เฉลี่ยเพียง 95 กรัมต่อกิโลเมตร เทียบกับรุ่นเบนซิน 1.8 ลิตร ที่ทำได้ 150 กรัมต่อกิโลเมตร ลองคิดภาพว่าหากรถทุกคันในกรุงเทพฯ เปลี่ยนเป็นรถไฮบริด จะสามารถลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศได้มากมายขนาดไหน
 
อย่างไรก็ดี รถไฮบริดใช้ว่าจะมีแต่ข้อดีเท่านั้น ยังมีอีกหลายประเด็นที่ทำให้รถไฮบริดกลายเป็นที่กังขากันอยู่ ได้แก่
 
1. ค่าบำรุงรักษา
ระบบไฮบริดถือว่ามีความซับซ้อนมาก ช่างทั่วไปไม่สามารถซ่อมได้ ดังนั้น รถไฮบริดจึงจำเป็นต้องเข้าศูนย์เพื่อแก้ไขอาการต่างๆ อาจทำให้ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษามากกว่ารถน้ำมันทั่วไปในระยะยาว
 
2. ราคายังสูงอยู่
แน่นอนว่าระบบไฮบริดเป็นเทคโนโลยีที่มีราคาสูง จึงถูกจำกัดไว้อยู่เฉพาะรถยนต์ราคาแพงเท่านั้น ซึ่งรถยนต์ที่ใช้ระบบฟูลไฮบริดทั้งหมดในปัจจุบันมีระดับราคามากกว่า 1 ล้านบาท อีกทั้งตัวเลือกในตลาดยังคงมีน้อย อาจไม่ตรงกับลักษณะการใช้งานของใครหลายคนได้




แชร์บอกต่อ:

Add a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *