.

รีวิว Honda CR-V เครื่องยนต์ดีเซล 1.6 i-DTEC ขับไกลถึงประเทศลาว



รีวิว Honda CR-V เครื่องยนต์ดีเซล 1.6 i-DTEC ขับไกลถึงประเทศลาว

 
Honda CR-V 1.6 i-DTEC ใหม่ นับเป็นรถยนต์รุ่นนั่งรุ่นแรกของฮอนด้าในตลาดบ้านเราที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล หลายคนจึงมีคำถามแคลงใจว่าแล้วเครื่องยนต์ดีเซลของฮอนด้าจะดีเหมือนกับเครื่องยนต์ดีเซลของแบรนด์อื่นๆ ที่พัฒนามายาวนานแล้วหรือไม่
 

ทาง ฮอนด้า ออโตโมบิล ประเทศไทย จึงพาเราไปร่วมทดสอบ ฮอนด้า ซีอาร์-วี 1.6 i-DTEC ใหม่ ข้ามประเทศไปไกลถึงดินแดนลาวใต้รวมระยะทางกว่า 1,200 กิโลเมตร ซึ่งครั้งนี้ไม่เพียงแค่มีเฉพาะรถยนต์ทดสอบที่ทางฮอนด้าเตรียมไว้เท่านั้น แต่ยังเป็นการพาลูกค้าที่ใช้ Honda CR-V โฉมล่าสุดนี้มาร่วมพิสูจน์สมรรถนะของรถตัวเองกันอีกต่างหาก
 

Honda CR-V ใหม่ นับเป็นเจเนอเรชั่นที่ 5 ทั้งในตลาดไทยและตลาดโลก ถูกเปิดตัวครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ปัจจุบันมียอดขายกว่า 11,000 คัน ภายในระยะเวลาประมาณ 10 เดือน
 
สำหรับ Honda CR-V มีให้เลือกด้วยกันทั้งหมด 4 รุ่นย่อย ประกอบด้วย
– 2.4E เครื่องยนต์เบนซิน
– 2.4EL 4WD เครื่องยนต์เบนซิน
– DT-E เครื่องยนต์ดีเซล
– DT-EL 4WD เครื่องยนต์ดีเซล
 
โดยเครื่องยนต์ดีเซลที่ติดตั้ง 2 รุ่นบน เป็นเครื่องยนต์ดีเซลแบบคอมมอนเรล DOHC 4 สูบ i-DTEC 2 Stage Turbo ความจุ 1.6 ลิตร ให้กำลังสูงสุดอยู่ที่ 160 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีดใหม่ล่าสุด โดยมีให้เลือกทั้งแบบขับเคลื่อนสองล้อ และขับเคลื่อนสี่ล้อ Real Time 4WD
 
ส่วนเครื่องยนต์เบนซินเป็นแบบ DOHC 4 สูบ i-VTEC ความจุ 2.4 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 173 แรงม้า ที่ 6,200 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 224 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT พร้อมระบบ Shifting Control of Cornering Gravity และ G Design Shift สามารถรองรับเชื้อเพลิง E85 ได้ มีให้เลือกทั้ง 2WD และ Real Time AWD เช่นกัน
 

โดยรถคันที่เราได้รับทดสอบในครั้งนี้เป็นรุ่น DT-EL 4WD ซึ่งเป็นรุ่นท็อปสุดนั่นเอง ดังนั้น อุปกรณ์มาตรฐานที่เราจะกล่าวถึงต่อไปนี้ จะเป็นของรุ่น DT-EL 4WD ทั้งหมดครับ
 
ภายนอกของ Honda CR-V DT-EL 4WD ถูกติดตั้งไฟหน้าแบบ LED ล้วน มาพร้อม Daytime Running Light แบบ LED และไฟเลี้ยวแบบ LED โดยจะมีระบบปรับไฟหน้าสูง-ต่ำอัตโนมัติ และเปิด-ปิดอัตโนมัติตามสภาพแสงมาให้ ขณะที่ด้านท้ายดูแปลกตาด้วยไฟท้ายรูปตัว L แบบ LED ซึ่งดูแล้วค่อนข้างแปลกตาพอสมควร จากเดิมที่ CR-V รุ่นก่อนๆ จะใช้ดีไซน์ไฟท้ายทรงตั้งทั้งหมด
 

จุดเด่นที่มีการเพิ่มเติมเข้ามาจากรุ่นที่แล้ว ก็คือประตูท้ายแบบไฟฟ้า Hands-free Power Tailgate ที่สามารถเปิดได้อัตโนมัติ เพียงแค่พกกุญแจรถไว้กับตัว แล้วสอดเท้าเข้าไปยังเซ็นเซอร์บริเวณใต้กันชน ตัวประตูท้ายก็จะเปิดออกให้อัตโนมัติ
 
ขณะที่ภายในห้องโดยสารยังคงกว้างขวางตามสไตล์ฮอนด้า ติดตั้งเบาะนั่งแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง พร้อมระบบปรับไฟฟ้าคู่หน้า ขณะที่เบาะนั่งแถวที่ 2 สามารถปรับเอนเพื่อความสะดวกสบายได้ ติดตั้งมาตรวัดความเร็วแบบหน้าจอ TFT คล้ายกับที่พบใน Civic พวงมาลัยปรับได้ 4 ทิศทาง พร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์ Paddle Shift ขณะที่ระบบดับเครื่องยนต์ขณะติดไฟแดง Idling Stop ถูกติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่นดีเซล
 
ระบบปรับอากาศอัตโนมัติสามารถปรับแยกอุณหภูมิซ้าย-ขวาได้ พร้อมทั้งระบบแอร์ตอนหลังแยกมาให้ต่างหาก ซึ่งใช้คอมเพรสเซอร์คนละตัวกับแอร์ด้านหน้า ช่วยเพิ่มความเย็นให้กับผู้โดยสารตอนหลัง โดยจะใช้ช่องแอร์แบบติดเพดาน
 

สำหรับการเดินทางครั้งนี้ ทางคณะได้เริ่มต้นกันที่กรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่จังหวะสระแก้ว ก่อนจะข้ามพรมแดนไปยังกัมพูชา ที่ด้านพรมแดนคลองลึก เพื่อท่องเที่ยวชมโบราณสถานที่พลาดไม่ได้อย่าง ปราสาทนครวัด หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO และยังถือว่าเป็นสิ่งก่อสร้างทางพุทธศาสนาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลกอีกด้วย จากนั้นเรายังได้ไปพีระมิดขอมเกาะแกร์ ซึ่งถูกซ่อนอยู่ในป่ามาเป็นระยะเวลานาน โดยพีระมิดมีรูปร่างลักษณ์เป็นบันไดขนาดเล็กตั้งเรียงขึ้นไปคล้ายกับถนนสู่สวรรค์เลยทีเดียว
 

จากนั้นเราเดินทางข้ามประเทศต่อไปยัง สปป.ลาว มุ่งหน้าสู่แขวงจำปาศักดิ์ เพื่อชมแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติอย่าง น้ำตกคอนพะเพ็ง ซึ่งมีขนาดใหญ่จนกระทั่งได้รับการขนานนามว่าเป็นไนแองการ่าแห่งเอเชีย ถัดมาเราเดินทางต่อไปยังปราสาทหินวัดพูด ซึ่งเป็นมรดกโลกแห่งที่สองของประเทศลาว โดยยังคงได้รับการบูรณะให้อยู่ในสภาพดี และยังคงเป็นสถานที่ที่น่ามาเยี่ยมเยือนสักครั้งในชีวิต
 

จากนั้นเราเดินทางต่อไปยังไร่กาแฟปากซองไฮแลนด์ ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกกาแฟผืนใหญ่ที่สุดในแถบเอเชีย เพื่อแวะจิบกาแฟหอมๆ สดจากไร่ เพื่อเตรียมความพร้อมมุ่งหน้าไปยังน้ำตกตาดฟาน ซึ่งเป็นน้ำตกที่สูงที่สุดในประเทศลาว ก่อนจะมุ่งหน้ากลับประเทศไทยผ่านทางจุดผ่านแดนถาวรช่องเม็ก จ.อุบลราชธานี
 

ระยะทางกว่า 1,200 กิโลเมตร ที่ต้องเผชิญทั้งทางฝุ่น ทางลูกรัง และความมืดมิดที่ปกคลุมในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ที่รอให้หลายคนได้เดินทางไปค้นพบกับความสวยงามของธรรมชาติและอารยธรรมลุ่มฝั่งโขง




แชร์บอกต่อ:

Add a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *